1.
อธิบายภารกิจหรือกิจกรรมที่สำคัญๆ
ของศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้มีอะไรบ้าง
ตอบ
1. การเลือก จัดหา การลงทะเบียน
ทำบัตรรายการ การบริการการใช้ ตลอดจน
เก็บบำรุงรักษาวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอนต่างๆ
2. การผลิตสื่อการสอน เช่น
ผลิตวัสดุกราฟิก การบันทึกเสียง ทำรายการวิทยุ
และโทรทัศน์
3. จัดกิจกรรมทางวิชาการ เช่น
การฝึกอบรมครูประจำการ การวิจัย การจัด
นิทรรศการตลอดจนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
ฯลฯ
4. การบริหาร เช่น การจัดบุคลากร การนิเทศ
การบันทึกรายการ การติดต่อ
ประสานงานและการทำงบประมาณ
เป็นต้น
5. การประเมินกิจกรรมต่างๆ
2.
ถ้าหากพิจารณาบทบาทหน้าที่ และความรับผิดชอบในศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้จะ
ประกอบด้วยบุคคลด้านใดบ้าง
ตอบ
1. ด้านบริหาร โดยต้องมีการกำหนดวิสัยทัศน์
จุดมุ่งหมายและภารกิจต่างๆ ให้
ครอบคลุมงานหรือสิ่งที่ต้องทำ การจัดดำเนินงาน
การจัดบุคลากร การนิเทศ
การติดต่อประสานงาน การทำงบประมาณ
การกำหนดมาตรฐานของงาน
เพื่อให้หน่วยงานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้
2. ด้านการบริการ
เป็นภารกิจของศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ที่นำโครงการต่างๆออกสู่
กลุ่มเป้าหมาย เช่น บริการด้านการจัดหาสื่อ
บริการด้านการใช้สื่อ ด้านการบำรุงรักษา
ด้านการให้คำปรึกษา
ห้องปฏิบัติการทางภาษา ห้องปฏิบัติการเรียนรู้ด้วยตนเอง
เป็นต้น ซึ่งแนวทางในการกำหนดภารกิจด้านบริการควรสะท้อนปรัชญาที่ยึดความ
ต้องการของกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก นอกจากนั้นแล้วด้านการบริการยังมีหน้าที่
ความรับผิดชอบในการสำรวจและจัดหา
จัดเก็บแยกหมวดหมู่ และจัดทำทะเบียนบัญชี
สื่อ รวมทั้งมีหน้าที่รับผิดชอบในการซ่อมบำรุงสื่อด้วย
3. ด้านวิชาการ ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ต้องมีบทบาทและหน้าที่ในการศึกษาค้นคว้า
พัฒนาและเผยแพร่ผลงาน
สร้างนวัตกรรมใหม่เกี่ยวกับการผลิตและการใช้สื่อ จัดการ
ฝึกอบรม การเผยแพร่ความรู้
การประเมินคุณภาพสื่อ การประเมินการบริการ เป็นต้น
นอกจากนั้นแล้วฝ่ายวิชาการยังต้องวิจัยและพัฒนาสื่อการศึกษาทั่วไปและวิจัยสื่อ
รวมถึงการพัฒนาสื่อให้เหมาะสมกับการเรียนการสอน
ฉะนั้นบุคลากรฝ่ายนี้จึง
จำเป็นต้องเป็นผู้มีความชำนาญทั้งด้านการศึกษา
ด้านการวิจัยและมีความรู้
เทคโนโลยีทางการศึกษา
4. ด้านการปรับปรุงการเรียนการสอน
ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ต้องมีภารกิจหน้าที่
ความรับผิดชอบต่อการศึกษาเป็น
สำคัญในการจัดหาสื่อมาใช้ในการเรียนการสอนให้
เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและ
เนื้อหาแต่ละวิชา ตามความจำเป็นให้เพียงพอและยัง
มีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือแก่ครูอาจารย์ใน
ด้านต่างๆเกี่ยวกับ
เทคโนโลยีทางการศึกษา
5. ด้านการผลิตสื่อ บุคลากรที่มีหน้าที่รับผิดชอบ
เช่น
-
นักวิชาการโสตทัศนศึกษา
จะมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการออกแบบและผลิตสื่อการเรียนการสอน
ในระดับต่างๆ
การออกแบบประเมินและวิจัยสื่อ ซึ่งบุคลากรที่รับผิดชอบด้านนี้
จะต้องเป็นผู้ที่มีวุฒิการศึกษาอย่างต่ำ
ระดับปริญญาในสาขาเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศึกษา โสตทัศนศึกษา วารสารศาสตร์ ศิลปศึกษา
เทคโนโลยีการพิมพ์ เป็นต้น
- นักวิชาการช่างศิลป์
จะมีหน้าที่ความรับผิดชอบในด้านการออกแบบภาพ
ประเภทต่างๆ
ตัวอักษรประกอบคำบรรยายออกแบบแผ่นป้าย แผนภาพ
ประชาสัมพันธ์
ทำรูปปั้นจำลองสื่อวัสดุสามมิติและอื่นๆ นอกจากนั้น
ยังเป็นผู้กำหนดและประมาณการขั้นต้นในการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ใน
การปฏิบัติทางด้านศิลปะหรือวัสดุที่ใช้ในการฝึกปฏิบัติกราฟิก
6. ด้านกิจกรรมอื่น เช่น
มีบทบาทหน้าที่ประชาสัมพันธ์สถาบันต่อชุมชนจัดนิทรรศการ
หรือจัดการแสดงความก้าวหน้าต่างๆ
ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ควรมีกิจกรรมเพื่อให้
ความรู้แก่สังคมและจัดแสดงสาธิตนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้กับผู้สนใจ
การจัด
กิจกรรมลักษณะนี้ถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์อย่างหนึ่ง
3. ผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้
จำแนกเป็นประเภทที่สำคัญได้กี่ประเภท
ตอบ 3
ประเภท ได้แก่
1. บุคลากรทางวิชาชีพ (Professional
Staff) ได้แก่
บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ทางด้านเทคโนโลยีทางการศึกษาหรือโสตทัศนศึกษาระดับปริญญาซึ่งถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ
(Media Specialists) หรือบางที่อาจเรียกว่านักวิชาการการโสตทัศนศึกษาก็ได้ส่วนใหญ่บุคลากรกลุ่มนี้จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหรือผู้บริหารอำนวยการประสานเกี่ยวกับสื่อ
และอำนวยการให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
2. บุคลากรกึ่งวิชาชีพ (Paraprofessional Staff) บุคลากรกึ่งวิชาชีพ คือ
บุคคลที่ได้วุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพโดยมีหน้าที่ช่วยเหลือบุคลากรทางวิชาชีพเกี่ยวกับด้านเทคนิคหรือด้านบริการ
บุคลากรกึ่งวิชาชีพ
3. บุคลากรที่ไม่มีความรู้ทางวิชาชีพ
(Non-professional Staff) บุคลากรประเภทนี้ทำหน้าที่ทางด้านธุรกิจ
เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ฯลฯ
ซึ่งจะมีคุณวุฒิหลากหลายจะใช้ความรู้ความชำนาญเฉพาะในหน้าที่ของตน
4. ท่านมีขั้นตอนในการจัดหาสื่อการเรียนการสอน
มาใช้บริการในศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้
อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ขั้นตอนที่
1
เป็นขั้นการสำรวจสภาพของสื่อในสถานศึกษาเพื่อสำรวจหาข้อเท็จจริงเบื้องต้นเป็นข้อมูลมาประกอบการจัดหา
ได้แก่
1. การสำรวจสื่อวัสดุ (Materials)
การสำรวจสื่อวัสดุมีรายการที่ต้องการทราบ คือ
- ชนิดของวัสดุ
-
ชื่อเรื่อง
-
แหล่งที่เก็บ (Location)
- แหล่งที่ได้มา
- สภาพการใช้งานปัจจุบัน
2. การสำรวจเครื่องมือ
(Equipments)
- ชนิดของเครื่องมือ
- แบบ/ รุ่น
-
แหล่งที่เก็บ
- แหล่งที่ได้มา
- จำนวน
- สภาพการใช้งานปัจจุบัน
-
ขั้นตอนที่ 2
การสำรวจสถานที่ เป็นขั้นตอนการสำรวจวางแผนจะให้สถานที่ส่วนใดบ้างในการทำกิจกรรม
เพื่อเป็นการตรวจสอบดูว่ามีสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ต้องการมีเพียงพอแล้วหรือยังและจะต้องการจัดหาอะไรเพิ่มเติมบ้าง
-
ขั้นตอนที่ 3
การสำรวจความต้องการของผู้ใช้ เพื่อต้องการทราบถึงความต้องการใช้สื่อประเภทต่างๆ โดยนำข้อมูลที่ได้ไปดำเนินการจัดหาให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้
ดังนั้นก่อนการจัดหาหรือจัดซื้อสื่อมาไว้บริการ
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสำรวจและศึกษาความต้องการของผู้ใช้ก่อนเสมอ
การสำรวจความต้องการใช้สื่อในการเรียนการสอนสามารถทำได้หลายลักษณะ ได้แก่
1. การสัมภาษณ์
ซักถามเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มย่อย
2. การสังเกต
เป็นวิธีหนึ่งที่ผู้ต้องการข้อมูลสามารถนามาใช้เพื่อเก็บข้อมูลโดยดูจาก
พฤติกรรมการใช้สื่อที่มีมาแต่เดิม
3. การใช้แบบสอบถาม
เป็นการสำรวจที่ได้รายละเอียดมากกว่าแบบอื่นๆ
- ขั้นตอนที่ 4 เป็นขั้นการจัดหา
โดยนำข้อมูลที่ได้มาจากความต้องการแล้วทำเป็นโครงการสั้นๆ
หรือโครงการระยะยาวเพื่อวางแผนในเรื่องงบประมาณในการจัดหาต่อไป
ในการจัดซื้อผู้เกี่ยวข้องต้องพิจารณาตามลำดับความสำคัญของผู้ใช้โดยจัดซื้อเฉพาะสื่อที่มีคุณภาพ
ประหยัดงบประมาณ ก่อนจัดซื้อสื่ออะไรมาไว้บริการจะต้องมีการประเมินค่าสื่อนั้น
โดยคณะกรรมการประเมินค่าสื่อเพื่อพิจารณาว่าสื่อหรือวัสดุอุปกรณ์มีคุณค่าต่อการเรียนการสอนมากน้อยเพียงไร
มีข้อดีและข้อจำกัดอย่างไรเพื่อให้การจัดซื้อจัดหาสื่อมาไว้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อเกิดประโยชน์อย่างเต็มที่
5. อธิบายวิธีการจัดซื้อจัดหาวัสดุครุภัณฑ์เพื่อมาใช้ในกิจกรรมและบริการ
ท่านมีหลักเกณฑ์สาคัญอะไรบ้าง
ตอบ มีหลักเกณฑ์สำคัญสามารถกระทำได้
5 วิธี คือ
1. วิธีตกลงราคา
ได้แก่ การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาไม่เกิน 50,000 บาท มีวิธีการคือ
ให้เจ้าหน้าที่พัสดุต่อรองและตกลงราคากับผู้ขาย
แล้วให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุจัดซื้อได้ภายในวงเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าส่วนราชการ
2. วิธีสอบราคา
วิธีสอบราคา ได้แก่ การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกินกว่า 20,000 บาท แต่ไม่เกิน 1,000,000 บาท
การซื้อโดยวิธีสอบราคาให้ดาเนินการ ดังนี้
1. หัวหน้าส่วนราชการแต่งตั้งคณะกรรมการการเปิดซองสอบราคาและ
คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ
2. ก่อนวันเปิดซองไม่น้อยกว่า
7 วัน ให้หัวหน้าส่วนราชการปิดใบแจ้งสอบ
ราคาไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการของส่วนราชการนั้น
กับให้ส่งใบแจ้งสอบ
ราคา ดังกล่าว
ไปยังผู้มีอาชีพขายหรือรับจ้างทำงานนั้นโดยตรงหรือโดย
ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อให้เสนอราคาเป็น
หนังสือผนึกซองยื่นต่อเจ้าหน้าที่พัสดุโดยตรง
หรือโดยผู้แทนซึ่งได้รับ
มอบหมายหนังสือภายในวัน เวลา
และสถานที่ที่กำหนด
3. ให้เจ้าหน้าที่พัสดุรับซองใบเสนอราคาที่ยื่นมาทุกรายโดยไม่เปิดซอง
เมื่อครบกำหนดแล้วให้ส่งมอบซองใบเสนอราคาพร้อมทั้งรายงานผลการ
รับซองต่อคณะกรรมการเปิดซองสอบราคา
เพื่อดาเนินการต่อไป เมื่อ
พ้นกำหนดเวลารับซองแล้ว
ห้ามรับซองใบเสนอราคาจากผู้หนึ่งผู้ใดอีก
4. คณะกรรมการเปิดซองสอบราคา
เปิดซองใบเสนอราคาโดยเปิดเผยต่อ
หน้าผู้ยื่นซองหรือผู้แทนและตรวจ
3. วิธีประกวดราคา
ได้แก่ การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกินกว่า 1,000,000 บาท มี
วิธีดำเนินการดังนี้
1. หัวหน้าส่วนราชการแต่งตั้งกรรมการ
ดังนี้
1.1
คณะกรรมการรับซองประกวดราคาและเปิดซอง
1.2
คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา
1.3 คณะกรรมการตรวจรับวัสดุ
2. ให้
ปิดประกาศหรือใบแจ้งประกวดราคาโดยเปิดเผย ณ ที่ทำการของ
ส่วนราชการนั้นและประกาศทางวิทยุกระจายเสียงหรือลงประกาศใน
หนังสือพิมพ์ของทางราชการหากเห็นควรจะส่งประกาศหรือใบแจ้ง
ประกวดราคาดัง กล่าว
ไปยังผู้มีอาชีพขายหรือรับจ้างทำงานนั้นโดยตรง
หรือจะโฆษณาด้วยวิธีอื่นอีกก็
ได้ การดำเนินการจะต้องกระทำก่อนวัน
รับซองประกวดราคาไม่ร้อยกว่า 15 วัน
3. การรับซองประกวดราคากระทำได้
2 วิธี คือ จัดตู้ทึบหรือหีบทึบมีช่อง
สาหรับสอดซองประกวดราคาไว้ ณ
ที่ทำการของผู้ซื้อหรือผู้ว่าจ้างตั้ง
กรรมการรับซองประกวดราคา
4. เมื่อพ้นกำหนดเวลารับซองประกวดราคาแล้ว
ให้ส่งมอบตู้หรือหีบ
บรรจุซองประกวดราคาและเอกสารหลักฐานต่างๆพร้อมด้วยบันทึก
รายงานรับซองประกวดราคาต่อคณะกรรมการเปิดซองประกวดราคา
5. คณะกรรมการเปิดซองประกวดราคา
โดยเปิดซองประกวดราคาอย่าง
เปิดเผยต่อหน้าผู้เข้าประกวดราคาหรือผู้แทน
6. คณะกรรมการเปิดซองประกวดราคาตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เสนอ
ราคา ใบเสนอราคา แคตาล็อค
หรือรูปแบบและรายละเอียดแล้ว
คัดเลือกผู้เสนอราคาที่ถูกต้องตามเงื่อนไขใบแจ้งประกวดราคา
7. พิจารณาคัดเลือกผู้เสนอราคาที่ถูกต้องที่มีคุณภาพและคุณสมบัติ
เป็นประโยชน์ต่อทางราชการและเสนอราคาต่ำสุด
4. วิธีพิเศษ
ได้แก่ การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกินกว่า 50,000 บาท
ให้กระทำได้เฉพาะกรณีใดดังต่อไปนี้
1. เป็นพัสดุขายทอดตลาด
2. เป็นพัสดุที่จะขายทอดตลาด
โดยส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นซึ่งมี
กฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการ
บริหารส่วนท้องถิ่นองค์การ
ระหว่างประเทศหรือหน่วยงานของต่างประเทศ
รัฐวิสาหกิจ
3. เป็นพัสดุที่ต้องซื้อเร่งด่วน
หากล่าช้าอาจเสียหายแก่ราชการ
4. เป็นพัสดุเพื่อใช้ในราชการลับ
5. เป็นพัสดุที่ต้องซื้อโดยตรงต่างประเทศ
หรือดาเนินการโดยผ่านองค์การ
ระหว่างประเทศ
6. เป็นพัสดุที่จำเป็นต้องระบุยี่ห้อเป็นการเฉพาะหรือผู้แทนจำหน่าย
โดยตรง
7. เป็นพัสดุที่ดาเนินการซื้อโดยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลดี
8. เป็นพัสดุที่เป็นที่ดินและ/หรือสิ่งก่อสร้างซึ่งจาเป็นต้องซื้อเฉพาแห่ง
การซื้อโดยวิธีพิเศษมีวิธีการดำเนินการ
ดังนี้
1. ให้หัวหน้าส่วนราชการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษขึ้น
เพื่อดำเนินการเป็นกรณีไป เช่น
กรณีที่ต้องจัดซื้อเร่งด่วนหากล่าช้าอาจเสียหายแก่ราชการให้เชิญผู้มีอาชีพขายพัสดุนั้นโดยตรงมาเสนอราคา
หากเห็นว่าราคาที่เสนอนั้นยังสูงกว่าราคาในท้องตลาด
หรือราคาที่คณะกรรมการเห็นสมควรก็ให้ต่อรองราคาลงเท่าที่จะทาได้
2. เมื่อดำเนินการแล้วได้ผลประการใดให้คณะกรรมการเสนอรายงานพร้อมด้วยความเห็นต่อส่วนราชการผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุเพื่อการต่อไป
5. วิธีกรณีพิเศษ
ได้แก่การซื้อในกรณีต่อไปนี้
1. การซื้อจากส่วนราชการ
หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น
รัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นผู้ทาหรือผลิตวัสดุนั้นๆ ขึ้นเอง
และนายกรัฐมนตรีอนุมัติให้ซื้อหรือจ้างได้เป็นการทั่วไปหรือเป็นการเฉพาะคราว
2. การซื้อทีมีกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้ต้องซื้อจาก
ส่วนราชการ หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
หน่วยงานอื่นซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นหรือ
รัฐวิสาหกิจ
การส่งซื้อโดยวิธีกรณีพิเศษให้หัวหน้าส่วนราชการสั่งซื้อจากส่วนราชการหน่วย
งานอื่นได้โดยตรง เว้นแต่การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาไม่เกิน 20,000 บาท
ให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุจัดซื้อหรือจ้างได้ภายในวงเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าส่วนราชการ